รู้น้อยพูดมาก รู้มากพูดน้อย (ตอนที่ 1)

ผมเคยได้ยินคำนี้มาจากที่ไหนไม่ทราบ หลายปีมาแล้ว แต่ยังไม่เห็นด้วยตามนั้นด้วยความรู้สึกว่า มีอย่างที่ไหน คนรู้น้อยจะมาพูดมาก แล้วคนรู้มากๆจะพูดน้อยๆ คำๆนี้ออกจะเป็นแนวปรัชญาเสียมากกว่า เลยได้แค่จำไว้เป็นคำคมเผื่อวันหลังได้ใช้ (ผมชอบสะสมคำคมเป็นงานอดิเรก แต่ต้องหมายความว่าคำคมคำนั้นๆต้องเป็นจริงหรืออธิบายอะไรได้ และเมื่ออธิบายแล้วต้องเข้าใจง่าย) พอวันนี้มีเวลาว่างก็เลยมาลองคิดทบทวนดูปรากฏว่าในโลกแห่งความเป็นจริงคำๆนี้กลับแสดงได้ในหลายแง่หลายมิติครับ

1.สะท้อนความเป็นไปของโลกยุคนี้
จะเป็นเพราะโลกปัจจุบันเป็นแบบนี้กันเยอะกระมังครับ เราจึงมักจะพบว่า วิชาความรู้สมัยนี้ มักมีไม้เด็ดเคล็ดลับมากมายเอามาใช้กันโดยขาดหกตกหล่นบางเรื่องราวที่เป็นแก่นแท้ไปเสียสิ้น เรื่องแบบนี้มีกันอยู่ทุกวงการ แล้วพอมองหาท่านผู้รู้ ท่านก็ไม่ค่อยอยากพูดอะไรแล้วด้วย เข้าทำนองพูดไป(ได้แค่)สองไพเบี้ย นิ่งเสีย(ได้ตั้ง)ตำลึงทอง พูดไปก็เหนื่อยเปล่า ผู้ไม่รู้ก็ชอบแสดงภูมิรู้กัน กลัวเขาจะหาว่าไม่รู้จริง หรือบางครั้งอาจเป็นเพราะผู้รู้มักจะพูดไม่เก่งและอ่อนทักษะการนำเสนอ ส่วนพวกไม่รู้หรือรู้น้อยกว่าอยากจะเลื่อนชั้นขึ้นไปเทียบระดับไวไว ก็ขยันนำเสนอจนเกิดทักษะการนำเสนอ บางท่านบางคนถึงกับลงทุนไปเรียนทักษะการพูดกันเลยทีเดียวแบบนี้ก็มีให้เห็น พูดมาถึงตรงนี้ใครไม่ใช่ก็อย่าเพิ่งร้อนตัวนะครับ แหม! ก็แค่ตั้งข้อสังเกต

2.เป็นจุดสังเกตการณ์
ถ้ามีใครสักคนมีพฤติกรรมที่ "พูดน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง"แสดงออกมาให้เห็นแล้วล่ะก็ สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจไม่รู้จริง หรือไม่รู้เลย แต่คุณต้องระวังนะครับ เขาอาจเป็นผู้รู้จริงชนิดไม่มีใครทาบติดก็ได้และด้วยจิตวิญญาณของครูบาอาจารย์ท่านจึงมองว่าเป็นการถ่ายทอดความรู้แบบนี้เอามารวมกันไม่ได้นะครับ ผมจึงได้บอกว่าเป็นจุดสังเกตการณ์ ซึ่งพิจารณานั้นควรเป็นลักษณะตั้งข้อสังเกตหรือพิจารณาแนวโน้มมากกว่าจะฟันธงลงไปเลย แบบนี้ไม่ได้นะครับ

3.มีวังวนของปัญหา
ก็อย่างที่กล่าวไว้ในข้อ 2 นั่นแหละครับ ทำให้เราเองก็ต้องระวังตัวกลัวคนอื่นจะมาตั้งข้อสังเกตกับเราว่าไอ้ที่พูดมาเนี่ยรู้จริงหรือมั่วนิ่มโชว์ภูมิรู้ (อ้าว!) พอระวังตัวขึ้น ไอ้เรื่องที่เรารู้จนเหมือนเป็นผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ ก็เลยไม่อยากพูดมากตามแบบข้อ 1 เห็นไหมครับ พอคิดไปคิดมามันก็สร้างวังวนแห่งปัญหาขึ้นมาจนได้ โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นในวงการการศึกษาบ้านเรา มันจะพาลพาเข้ารกเข้าพงกันหมดนะครับ เด็กยุคใหม่ๆจะขาดความรู้จริง

เมื่อรู้แล้วอย่างนี้ควรทำอย่างไร
1. เปิดทางให้ผู้รู้
2. เชิดชูครูอาจารย์
3. ไม่หมิ่นผู้อยู่นาน
4. วิจารณ์ผลงานอย่างเสรี

ผมเห็นว่าเรื่องนี้ยาวเกินไปแล้ว เอาไว้ต่อคราวหน้านะครับ

ตารางวันสำคัญท้องฟ้า 2551

ตารางวันสำคัญท้องฟ้า
วันที่ เวลา ชนิด
08/01/2551 18:36:43 อมาวสี
07/02/2551 10:43:59 อมาวสี
08/03/2551 00:13:38 อมาวสี
20/03/2551 12:47:41 วสันต์
06/04/2551 10:54:40 อมาวสี
05/05/2551 19:17:35 อมาวสี
04/06/2551 02:21:57 อมาวสี
21/06/2551 06:58:57 ครีษมายัน
03/07/2551 09:17:56 อมาวสี
01/08/2551 17:11:54 อมาวสี
31/08/2551 02:57:28 อมาวสี
22/09/2551 22:43:55 ศารท
29/09/2551 15:11:43 อมาวสี
29/10/2551 06:13:19 อมาวสี
27/11/2551 23:54:06 อมาวสี
22/12/2551 13:07:06 เหมายัน
27/12/2551 19:21:57 อมาวสี

โดนลงยันต์

เนื่องจากมีความสนใจในเรื่องที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าทุกชนิด พอมีครูบาอาจารย์ออกปากเล่าเรื่องผู้ที่ศึกษาไสยเวทย์ต่างๆ พวกเราก็เลยพากันหูผึ่ง ตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องราวจากอาจารย์มากกว่าเนื้อหาที่อาจารย์จะสอนเสียอีก จนในที่สุดก็ออกปากถามอาจารย์ว่า ในปัจจุบันจะยังพอมีให้เห็นไหมครับผู้ที่ทำให้เราสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอันเร้นรับนี้ พออาจารย์ตอบว่ามีเท่านั้นแหละ พวกเราก็รบเร้าให้อาจารย์พาไปดูให้เห็นกับตาเสียในวันรุ่งขึ้นเลย

พอมาถึงที่วัด ( ขอสงวนนามหลวงพ่อ และชื่อของวัดนะครับ เกรงว่าจะมีปัญหาตามมาให้แก้ ใครอยากทราบก็ติดต่อหลังไมค์จะดีกว่าครับ) ก็พบว่าหลวงพ่อท่านกำลังทำพิธีถอดถอนคุณไสย์อยู่พอดี ผมก็ไม่เข้าไปใกล้หรอกครับเคยอ่านเรื่องพวกนี้มาพอควร ขอเดินทางสายกลางดีกว่า ถึงจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ก็ไม่ลบหลู่ครับ เพราะมีบางกรณีเหมือนกันที่พบว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ และบางครั้งก็ดูเหมือนกับเป็นมายากล เอาเป็นว่าปลอดภัยไว้ก่อนครับ

สำเนียงการสวดมนต์ของหลวงปู่ท่านแปลกหู พอสอบถามกับอาจารย์ก็เลยถึงบางอ้อว่า ท่านเป็นพระมาจากเขมร มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ชั่วคราว บทสวดมนต์ที่ฟังไม่คุ้นหูนี้ฟังแล้วขลังดีเหมือนกัน ผมแอบฟังจนเพลินเลยครับ มารู้อีกทีหลวงปู่ท่านเสร็จกิจจากการถอดถอนคุณไสย์แล้ว

(จะมาเขียนต่อให้จบโดยด่วนนะครับ)